top of page

รับมือกับภาวะหลงลืมในผู้สูงอายุ เข้าใจสาเหตุและดูแลอย่างไรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

  • lalidaskc
  • 13 มี.ค.
  • ยาว 2 นาที

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ร่างกายและสมองก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ หลายคนอาจสังเกตว่าผู้สูงอายุในครอบครัวเริ่มมีอาการหลงลืม ลืมของใช้ ลืมนัดหมาย หรือลืมเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพียงภาวะหลงลืมปกติจากวัยที่สูงขึ้น หรืออาจเป็นสัญญาณของปัญหาทางสมองที่รุนแรง เช่น ภาวะสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ ได้


ภาวะหลงลืมในผู้สูงอายุคืออะไร?

ภาวะหลงลืมในผู้สูงอายุเป็นอาการที่พบได้บ่อยเมื่ออายุเพิ่มขึ้น เกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมองตามธรรมชาติ ทำให้การจดจำและการประมวลผลข้อมูลลดลง อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้มีทั้งแบบที่เป็นเพียงการลืมเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามวัย และแบบที่อาจเป็นสัญญาณของโรคสมองเสื่อม เช่น อัลไซเมอร์


ความแตกต่างระหว่างภาวะหลงลืมปกติกับโรคสมองเสื่อม

  • ภาวะหลงลืมปกติ: ลืมชั่วคราวแต่ยังสามารถนึกออกได้ เช่น ลืมชื่อคนแต่จำได้ภายหลัง

  • โรคสมองเสื่อม: มีอาการหลงลืมรุนแรงและต่อเนื่อง จนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ลืมวิธีทำกิจวัตรประจำวัน หรือจำคนในครอบครัวไม่ได้


สาเหตุของภาวะหลงลืมในผู้สูงอายุ

สาเหตุของภาวะหลงลืมในผู้สูงอายุสามารถเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกายและสมอง รวมถึงปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการทำงานของสมอง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสาเหตุหลัก ๆ ได้ดังนี้

1. การเสื่อมของสมองตามวัย

เมื่ออายุมากขึ้น เซลล์สมองและเส้นใยประสาทจะเสื่อมลง ทำให้การสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทลดลง ส่งผลให้กระบวนการจดจำและการเรียนรู้ช้าลง ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้ทั่วไปในผู้สูงอายุ

2. โรคทางสมองและระบบประสาท

โรคที่เกี่ยวข้องกับสมองสามารถทำให้เกิดภาวะหลงลืมและความบกพร่องทางความจำ เช่น

  • โรคอัลไซเมอร์ : เป็นสาเหตุหลักของโรคสมองเสื่อม ทำให้การทำงานของสมองลดลงอย่างต่อเนื่อง

  • โรคพาร์กินสัน : มีผลต่อระบบประสาทและอาจทำให้เกิดความบกพร่องทางความจำ

  • โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke): ส่งผลให้สมองขาดออกซิเจน อาจทำให้เกิดภาวะความจำเสื่อมหรืออาการสับสน

3. โรคเรื้อรังที่ส่งผลต่อสมอง

โรคบางชนิดสามารถส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตและการทำงานของสมอง เช่น

  • เบาหวาน : ระดับน้ำตาลในเลือดสูงสามารถทำลายเส้นเลือดในสมอง

  • ความดันโลหิตสูง : เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง

  • ไขมันในเลือดสูง : อาจทำให้หลอดเลือดตีบตัน ส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมอง

4. ปัจจัยด้านสุขภาพจิตและอารมณ์

สุขภาพจิตที่ไม่ดีอาจทำให้สมองทำงานได้ไม่เต็มที่ เช่น

  • ภาวะเครียดและวิตกกังวล : ทำให้สมองจดจ่อกับความกังวลมากกว่าการจดจำ

  • ภาวะซึมเศร้า : อาจทำให้รู้สึกขาดแรงจูงใจ ความจำแย่ลง และสมองทำงานช้าลง

  • การขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม : การอยู่โดดเดี่ยวอาจลดการกระตุ้นสมอง ทำให้เสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม

5. ผลข้างเคียงจากยา

ยาบางชนิดอาจมีผลต่อความจำและการทำงานของสมอง เช่น

  • ยาระงับประสาทหรือยานอนหลับ

  • ยาลดความดันโลหิตบางชนิด

  • ยาต้านอาการซึมเศร้า

  • ยารักษาโรคพาร์กินสัน

6. การขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อสมอง

สารอาหารบางชนิดมีความสำคัญต่อการทำงานของสมอง หากได้รับไม่เพียงพออาจทำให้สมองทำงานผิดปกติ เช่น

  • การขาดวิตามินบี 12 : ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมและอาการมึนงง

  • การขาดโอเมก้า-3 : ส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้และความจำ

  • ภาวะขาดน้ำ : ทำให้สมองทำงานช้าลงและอาจเกิดอาการสับสน

7. ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำส่งผลต่อการทำงานของสมองในระยะยาว ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมหรือความจำเสื่อมก่อนวัยอันควร

8. การนอนหลับไม่เพียงพอ

การพักผ่อนไม่เพียงพอหรือมีภาวะนอนไม่หลับในระยะยาวอาจทำให้สมองอ่อนล้า ส่งผลต่อการเรียนรู้และความจำ


ครอบครัวและผู้ดูแลควรรับมืออย่างไรกับภาวะหลงลืมในผู้สูงอายุ

การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะหลงลืมต้องอาศัยความเข้าใจ อดทน และการสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัย ครอบครัวและผู้ดูแลสามารถรับมือกับภาวะนี้ได้โดยทำตามแนวทางดังต่อไปนี้

1. สื่อสารด้วยความเข้าใจและอดทน

  • ใช้คำพูดที่เข้าใจง่าย พูดช้า ๆ ชัดเจน ใช้ประโยคสั้น ๆ หลีกเลี่ยงการพูดเร็วเกินไป และควรใช้คำพูดที่ให้ความรู้สึกเป็นมิตร ไม่ตำหนิหรือทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกผิด

  • อย่ากดดันหรือเร่งให้พวกเขาจำได้ทันที ควรให้เวลาสำหรับการคิดและตอบสนอง

  • หากผู้สูงอายุจำเรื่องบางอย่างผิดไป ไม่จำเป็นต้องเถียงหรือพยายามแก้ไขทุกเรื่อง เพราะอาจทำให้พวกเขาเครียดและหงุดหงิด

  • การสัมผัสเบา ๆ หรือการสบตาอย่างอบอุ่นช่วยให้พวกเขารู้สึกปลอดภัย

2. จัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยและเป็นมิตรกับผู้สูงอายุ

  • จัดบ้านให้เป็นระเบียบและลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ

  • วางของใช้ที่จำเป็นให้อยู่ในที่ที่หยิบใช้งานได้ง่าย

  • ใช้แสงสว่างเพียงพอเพื่อลดโอกาสในการหกล้ม

  • ติดตั้งราวจับในห้องน้ำและบริเวณที่อาจลื่น

  • ใช้โน้ตหรือป้ายชื่อช่วยเตือนสิ่งของสำคัญ เช่น กุญแจอยู่ที่ชั้นวางรองเท้า

  • ใช้ปฏิทินหรือกระดานไวท์บอร์ดช่วยเตือนกำหนดการและกิจกรรมในแต่ละวัน

  • ให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมที่ช่วยฝึกความจำ เล่นเกมฝึกสมอง เช่น หมากรุก ต่อจิ๊กซอว์ หรือเกมบิงโก

  • ฝึกเขียนบันทึกประจำวันหรือจดโน้ตสั้น ๆ

  • ส่งเสริมกิจกรรมที่ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข

4. อย่าลืมดูแลตัวเองในฐานะผู้ดูแล

  • หมั่นศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับภาวะหลงลืม เพื่อเข้าใจอาการและวิธีรับมือได้ดีขึ้น

  • ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหากจำเป็น

  • หากอาการของผู้สูงอายุรุนแรงขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ นักกิจกรรมบำบัด หรือนักจิตวิทยา

  • แบ่งเวลาให้ตนเองได้พักผ่อนและถามหาความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น

  • หากต้องดูแลผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง ควรหาเวลาพักผ่อน หรือหาคนช่วยดูแลเพื่อป้องกันภาวะเครียดของผู้ดูแลเอง


ครอบครัวให้การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะหลงลืมด้วยความเข้าใจ

วิธีดูแลและป้องกันภาวะหลงลืมในผู้สูงอายุ

ภาวะหลงลืมในผู้สูงอายุสามารถชะลอและป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง ควบคู่กับการกระตุ้นสมองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถทำได้ตามแนวทางดังต่อไปนี้

1. ดูแลสุขภาพกายให้แข็งแรง

  • เดินเร็ว โยคะ ว่ายน้ำ หรือรำไทเก๊ก วันละ 30 นาที ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมอง 

  • หมั่นฝึกสมดุลร่างกายช่วยลดความเสี่ยงของการล้ม ซึ่งอาจนำไปสู่การบาดเจ็บที่ศีรษะ

รับประทานอาหารที่ดีต่อสมอง

  • เลือกอาหารที่มีโอเมก้า-3 เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ถั่ว และเมล็ดพืช 

  • รับประทานผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น บลูเบอร์รี่ อะโวคาโด และแครอท

  • ลดการบริโภคน้ำตาลและอาหารไขมันสูงที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอวันละ 6-8 แก้ว เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำที่อาจทำให้สมองทำงานช้าลง

ควบคุมโรคประจำตัว

  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และไขมัน

  • หากมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ควรดูแลให้ดีเพื่อลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อม

2. กระตุ้นสมองและฝึกความจำ

ทำกิจกรรมที่ฝึกสมอง

  • อ่านหนังสือ ฟังเพลง หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เช่น ภาษาต่างประเทศ การเล่นดนตรี

  • เล่นเกมฝึกสมอง เช่น ต่อจิ๊กซอว์ หมากรุก 

  • ฝึกใช้มือข้างที่ไม่ถนัดในการทำกิจกรรม เช่น แปรงฟัน หรือตักอาหาร

เขียนบันทึกหรือจดโน้ตเตือนความจำ

  • ใช้สมุดบันทึกหรือแอปพลิเคชันช่วยเตือน เช่น จดบันทึกสิ่งที่ต้องทำหรือกิจกรรมในแต่ละวัน

ฝึกพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

  • พูดคุยกับเพื่อน ครอบครัว หรือเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมเพื่อกระตุ้นการใช้สมอง

3. ดูแลสุขภาพจิตและอารมณ์

ลดความเครียดและวิตกกังวล

  • ฝึกหายใจลึกๆ หรือทำสมาธิวันละ 10-15 นาที

  • ฟังเพลงเบาๆ หรือทำกิจกรรมที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย

พักผ่อนให้เพียงพอ

  • ควรนอนหลับวันละ 6-8 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงการนอนดึกและการใช้โทรศัพท์ก่อนนอน

มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

  • ใช้เวลากับครอบครัว พบปะเพื่อนฝูง หรือเข้าร่วมกิจกรรมชมรมต่าง ๆ

4. สร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยลดการหลงลืม

จัดบ้านให้เป็นระเบียบ

  • วางของใช้ที่จำเป็นในที่ที่หาได้ง่าย เช่น กุญแจ โทรศัพท์ กระเป๋าสตางค์

  • ใช้ป้ายเตือนหรือกระดานโน้ตในจุดที่มองเห็นได้ง่าย


สรุป

ภาวะหลงลืมในผู้สูงอายุเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย และอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของทั้งตัวผู้สูงอายุและคนรอบข้าง แม้ว่าภาวะนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของอายุที่เพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังสามารถดูแลและชะลอความเสื่อมของสมองได้ด้วยการดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง การรับประทานอาหารที่ดีต่อสมอง การออกกำลังกาย และการทำกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นความจำ


การดูแลที่ถูกต้องและต่อเนื่องจะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุขในทุกช่วงวัย


 

"ศูนย์เซ็นจูรี่แคร์ พร้อมดูแลด้วยจุดมุ่งหมายให้ผู้เข้ารับบริการกลับไปใช้ชีวิตให้ใกล้เคียงปกติให้ได้มากที่สุด"

ครอบครัวให้การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะหลงลืมด้วยความเข้าใจ

Century Care Center ยินดีให้คำปรึกษา

โทร : 095-713-2222

Line : @ccnh




Comentarios


logocentury2.png
เซ็นจูรี่แคร์
บริการของเรา

ศูนย์ฟื้นฟู และ กายภาพบำบัด
ซอยลาดกระบัง 24/1 แขวงลาดกระบัง
เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร 10520

  • ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

  • ผู้ป่วยล้างไต

  • ดูแลผู้ป่วย

  • ดูแลผู้สูงอายุ

  • กายภาพบำบัด

580b57fcd9996e24bc43c523.png
Facebook_icon_2013.svg.png
icon-for-google-map-11_edited.png
HAPPY CLIENTS
bottom of page